กรุณาแสดงความคิดเห็นด้วยค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2553

เรารัก "ในหลวง"


อลัน เบท


          เรื่องราวภายในจิตใจ เราไม่สามารถบังคับกันได้  แต่หากอยู่ที่จิตใต้สำนึกของแต่ละคน ปีนี้พระองค์ท่าน ทรงมีพลานามัยที่ไม่แข็งแรงยิ่งนัก  เราในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ไม่สามารถที่จะให้การรักษาหรือดูแลพระองค์ได้ เพื่อตอบแทนน้ำพระทัย ในชั่วชีวีตหนึ่งที่ได้เกิดมาบนผืนแผ่นดินไทย  ขอเชิญทุก ๆ  ท่านร่วมถ่ายพระพร แด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ  ให้พระองค์มีพลานามัยแข็งแรงเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร แก่พสกนิกรชาวไทยต่อไป
         ที่ได้นำเสนอเรื่องราว ของ อลัน เบท เพราะเขาเป็นคนต่างประเทศ ซึ่งได้ใช้ชีวิตในเมืองไทยเป็นเวลาไม่นาน ได้มองเห็นถึงความสำคัญและพระคุณอันยิ่งใหญ่ของ  ในหลวง  จึงได้ทำความดีเพื่อถวายแด่ในหลวง  ถวายเป็นพระราชกุศล  จึงถือว่าเป็นบุคคลที่น่าเอาอย่างอีกคนึง ขอให้ทุก ๆ   คนทำความดี หกสิบล้านคน หกสิบล้านความดี 

วันพุธที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2553

Nursing Round

Nursing Round


ข้อมูลทั่วไป

ผู้ป่วยชายไทย อายุ 60 ปี

สถานภาพ สมรส เชื้อชาติ ไทย สัญชาติ ไทย ศาสนา พุทธ

ระดับการศึกษา ป.6 อาชีพ รับจ้างทั่วไป

ที่อยู่ปัจจุบัน 582/18 ถ. กลางเมือง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น

วันที่รับไว้ในโรงพยาบาล 14 กันยายน 2553 เข้ารับการรักษาเป็นครั้งที่ 1

สภาพร่างกายทั่วไป ผู้ป่วยรู้ตัวรู้เรื่องดี มีอาการปวดสะโพกที่ขาซ้าย Pain score 5 คะแนน แผลผ่าตัดแห้งดี ไม่มีเลือดซึม นอนพักได้ สัญญาณชีพปกติ BT 36.8 , BP 162/89 mmHg , RR 20 / min ,PR 82 /min

การวินิจฉัยแรกรับ Avascular necrosis both hips

การวินิจฉัยครั้งสุดท้าย Avascular necrosis both hips

หัตถการที่ได้รับ การผ่าตัดทำ Total hip Artroplasty (THA) เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2553

ประวัติการเจ็บป่วย

Chief complaint : มีอาการปวดข้อสะโพก 1 ปี ก่อนมาโรงพยาบาล

Present Illness : 1 ปี ก่อนมามีอาการปวดข้อสะโพกซ้าย ปวดมากตอนเดินลงน้ำหนักมาก ๆ มีอาการปวดมากกลางคืน ไม่มีไข้ 6 เดือน ต่อมา เริ่มมีอาการปวดข้อสะโพกขวา จึงมาตรวจที่โรงพยาบาลขอนแก่น แพทย์ตรวจวินิจฉัยว่า มีภาวะหัวกระดูกสะโพกขาดเลือด

Past History : Underlying มีประวัติเป็นโรคความดันโลหิตสูงมา 1 ปี

- ปฏิเสธการแพ้ยา แพ้อาหาร และสารเคมี



ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล

1.ไม่สุขสบายเนื่องจากปวดแผลผ่าตัดที่สะโพกขวา

กิจกรรมการพยาบาล

- ประเมินอาการปวด โดยใช้ Pain score

- ดูแลให้ส่วนที่ปวดพักนิ่ง ๆ

- จัด Position ให้เหมาะสมและไม่ขดต่อแผนการรักษา

- ดูแลให้การพยาบาลด้วยความนุ่มนวลและรวดเร็ว

- จัดสิ่งแวดล้อมให้สงบและรบกวนผู้ป่วยเท่าที่จำเป็น

- เบี่ยงเบนความสนใจโดยการฟังเพลง ดู TV อ่านหนังสือ

- ประเมินอาการปวด ถ้า Pain score > 4 ดูแลให้ยาแก้ปวดตามแผนการรักษา พร้อมสังเกตอาการข้างเคียงของยา

- บันทึกทางการพยาบาล



2.เสี่ยงต่อการเคลื่อนหลุดของข้อสะโพกเทียม

กิจกรรมการพยาบาล

-หลังผ่าตัดจัดท่าผู้ป่วย ให้นอนกางขาประมาณ15-30 องศา ตลอดเวลา

-พลิกตะแคงตัวทุก 2 ชั่วโมง ไปด้านที่ไม่ไดทำผ่าตัด โดยให้ขาข้างที่ผ่าตัดกางออกจากแกนกลางตัว15-30 องศา

-ขณะเคลื่อนย้ายผู้ป่วยให้ใช้ Pat slide ทุกขั้นตอน โดยสอดเข้าข้างที่ทำผ่าตัด

-เฝ้าระวังและสังเกตอาการผิดปกติ เช่น ปวดมากเมื่อเคลื่อนไหข้อสะโพก ขาข้างที่ผ่าตัดผิดรูป สั้นลง เป็นต้น

-แนะนำถึงข้อควรปฏิบัติหรือข้อควรหลีกเลี่ยง ภายหลังใส่ข้อสะโพกเทียมแก่ผู้ป่วยและผู้ดูแล



3.เสี่ยงต่อการติดเชื้อแผลผ่าตัดจากการมีแผลเปิดเข้าสู่ร่างกาย

กิจกรรมการพยาบาล

-จัดให้ผู้ป่วยอยู่ในโซน non infection

-ล้างมือก่อนและหลังทำการพยาบาล

-ประเมินแผลผ่าตัด ถ้าพบแผลบวม แดง มีกลิ่นเหม็น มีหนองซึม รายงานแพทย์

-ทำแผลผ่าตัดเวรเช้าทุกวันและทุกครั้งเมื่อแผลซึม

-แนะนำการดูแลแผลผ่าตัด ห้ามไม่ให้โดนน้ำ

-วัดสัญญาณชีพ โดยเฉพาะอุณหภูมิร่างกาย ทุก 4 ชั่วโมง หลังผ่าตัด 72 ชั่วโมง

-ดูแลให้ได้รับยาปฏิชีวนะตามแผนการรักษาของแพทย์ พร้อมทั้งสังเกตอาการข้างเคียง

-ดูแล โต๊ะข้างเตียงและบริเวณห้องผู้ป่วยให้สะอาด

-แนะนำผู้ป่วยให้รับประทานอาหารที่มีโปรตีนวิตามิน และแคลเซียมสูง



4.เสี่ยงต่อการเกิด Pressure sore จากการถูกจำกัดการเคลื่อนไหว

กิจกรรมการพยาบาล

-ประเมินภาวะเสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับ

-สังเกตอาการผิดปกติของผิวหนังที่ถูกกดทับ โดยเฉพาะบริเวณปุ่มกระดูกต่าง ๆ

-ลดแรงกดลงบนผิวหนัง เนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง เช่น ใช้ที่นอนลม หรือนอนฟองน้ำ หรือผ้าห่มรองใต้ผาปูที่นอน

-หลีกเลี่ยงไม่ให้ผิวหนังเกิดการเสียดสี

-ดูแลช่วยพลิกตะแคงตัว ทุก 2 ชั่วโมง

-ดูแลให้ผิวหนังแห้งสะอาดอยู่เสมอ ไม่เปียกชื้น



5.ขาดความรู้ในการปฏิบัติตัวเมื่อกลับบ้าน

กิจกรรมการพยาบาล

-ให้ข้อมูลแก่ผู้ป่วยและครอบครัวในการดูแลเมื่ออยู่บ้าน

-แนะนำการใช้บริการอนามัยใกล้บ้าน

-แนะนำการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โปรตีนสูง วิตามิน เกลือแร่

-แนะนำการรับประทานยาตามแผนการรักษาของแพทย์ ในเรื่องปริมาณ จำนวนครั้ง ฤทธิ์ของยา และอาการข้างเคียง

-แนะนำการออกกำลังกายตามความเหมาะสม

-ร่วมอภิปรายกับผู้ป่วยและญาติในการจัดสิ่งแวดล้อมที่บ้านให้ปลอดภัย

-แนะนำให้มาตรวจตามนัด

-แนะนำอาการผิดปกติที่ต้องมาพบแพทย์ก่อนวันนัด











Avascular necrosis

ภาวะหัวกระดูกขาดเลือดไปเลี้ยง

สาเหตุ



- ผู้ป่วยรับประทานยาสเตียรอยด์เป็นเวลานาน 2 ปี ทำให้มีภาวะหัวกระดูกตายจากการขาดเลือดไปเลี้ยง

( avascular necrosis of femoral head)



อาการและอาการแสดง

ผู้ป่วยมีอาการปวดที่บริเวณสะโพกทั้งสองข้าง ปวดร้าวลงขา เดินลำบาก และมีอาการปวดมากเวลาเดินเวลาเดินลงน้ำหนัก



การวินิจฉัย

-จากการซักประวัติและตรวจร่างกาย ผู้ป่วยมีอาการปวดมากที่บริเวณสะโพกทั้งสองข้างเดินลงน้ำหนักไม่ได้

-จากอาการและอาการแสดง จะเห็นว่าผู้ป่วยปวดบริเวณสะโพกมาก



การรักษา

ผู้ป่วยได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกซ้าย โดยการทำ Total hip Artroplasty (THA) เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2553









จัดทำโดย

น.ส.จิราวรรณ หมุนลี นักศึกษาชั้นปี่ที่ 4

ที่ปรึกษา อาจารย์ธัญญารัตน์ เนาววิบูลย์พร

อาจารย์นิเทศประจำกลุ่ม

วิทยาลัยบัณฑิตเอเซีย

22 กันยายน 2553

วันจันทร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2553

ข้อสอบ ข้อที่ 2

                                                                            ข้อสอบ ข้อที่ 2




1.ความหมายลักษณะการเป็นมืออาชีพ หมายถึง การทำงานด้วยความรู้ความสามารถ ความตั้งใจจริงและทำงานให้เกิดผลงานดีที่สุด มืออาชีพจะมีลักษณะ ดังนี้



1) มีการให้บริการสังคมไม่ซ้ำซ้อนกับวิชาชีพอื่นนั้นคือ มีความรู้ความชำนาญพิเศษเฉพาะอาชีพนั้นๆ

2) ใช้วิธีการแห่งปัญญา มืออาชีพทำงานโดยใช้สมองเป็นหลัก ใช้ความรู้เป็นหลักในการทำงาน

3) มีอิสระในการดำเนินงาน มืออาชีพมีสิทธิ์จะทำงานของตนเองโดยอิสระ รับผิดชอบได้โดยไม่ต้องมีการควบคุมผู้อื่นมากนัก ทำงานเพื่อให้เกิดผลงานเป็นหลัก

4) ผู้ประกอบวิชาชีพผ่านการศึกษาระดับสูงโดยปกติมืออาชีพต้องเรียนนานมักจบปริญญาตรีอย่างต่ำ

5) มีจรรยาบรรณของวิชาชีพ มืออาชีพต้องรักษาความรับผิดชอบและจริยธรรมของอาชีพของตนอย่างเคร่งครัด

6) มีความมั่นคง มีสถาบันวิชาชีพ มืออาชีพมักทำงานแล้วได้รายได้ดี มีรายได้สูงมีศักดิ์ศรีในสังคม



2. คุณลักษณะของการเป็นมืออาชีพ ผู้ประกอบอาชีพมืออาชีพต้องมีแนวปฏิบัติที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ ดังนี้

1) ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด อดทน ตรงต่อเวลา

2) เป็นคนเก่ง เป็นคนดี มีความกล้าหาญ รับผิดชอบ ตัดสินใจอย่างชาญฉลาด

3) สุภาพ ตรงต่อเวลา ละเอียดลออ รู้จักแสวงหากัลยาณมิตร

4) ใช้คุณธรรมเป็นเครื่องชี้นำอาชีพ

5) ฝึกฝนพัฒนาตนเองอยู่เสมอ



3. นักบริหารมืออาชีพ คือ ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารงาน กิจการต่างๆให้สำเร็จ โดยอาศัยความรู้ความสามารถของตนเองและความร่วมมือของผู้อื่น ลักษณะเด่นของผู้บริหารมืออาชีพมีดังนี้

1) มีความรอบรู้ทันต่อเหตุการณ์

2) มีการตัดสินใจที่ดี รวดเร็ว แม่นยำและถูกต้อง

3) สามารถจับประเด็นได้รวดเร็ว ออกความเห็นได้ทันการ

4) สามารถเลือกใช้คนได้เหมาะสมกับงาน

5) ยอมรับการเปลี่ยนแปลงพร้อมที่จะปรับตัว

6) มีระเบียบ ละเอียดรอบคอบ เคร่งครัดเรื่องเวลา

7) ซื่อสัตย์มีคุณธรรม ยึดมั่นในจรรยาวิชาชีพ

8) เชื่อมั่นในตนเอง มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี สามารถประสานงานได้เยี่ยม



4. คุณลักษณะของนักบริหารมืออาชีพ

4.1 นักบริหารมืออาชีพต้องมีคุณลักษณะภายในตนที่สามารถปลูกฝังและฝึกได้หลายประการ ดังต่อไปนี้

1) มีวิสัยทัศน์ มีสายตาที่ยาวไกล ก้าวไปข้างหน้าอยู่ตลอดเวลา

2) ตรงไปตรงมา มีความเชื่อมั่นในตนเองอย่างสูงสุด

3) ทำงานโดยมุ่งผลสำเร็จมากกว่ามุ่งกระบวนการ

4) มองปัญหาชัดใช้ปัญญาในการการแก้ปัญหาและกล้าตัดสินใจ

5) เป็นผู้มีศิลปะในการประนีประนอม

6) การทำงานเป็นทีม



4.2 ต้องมีความเป็นผู้นำ โดยคุณสมบัติผู้นำที่ดีควรมี ดังนี้1.

1. เป็นผู้มีความคิดกว้างไกลและลึก

2. มีความสามารถในด้านการใช้ภาษา

3. มีความคิดริเริ่ม

4. เป็นคนที่ฉลาด

5. มีความสำเร็จในด้านวิชาการและด้านบริหาร

6. มีความรับผิดชอบ

7. ความอดทน

8. ความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสังคมได้

9. มีระดับจิตใจสูง



4.3 คุณลักษณะของการเป็นผู้นำตามแนวคิดของนักวิชาการชาวไทย

1. ลักษณะท่าทาง

2. ความกล้าหาญ

3. ความเด็ดขาด

4. ความไว้วางใจ

5. ความอดทน

6. ความกระตือรือร้น

7. ความริเริ่ม

8. ความซื่อสัตย์

9. ดุลยพินิจ

10. ความยุติธรรม

11.ความรู้

12. ความจงรักภักดี

13.ความแนบเนียน

14. ความไม่เห็นแก่ตัว หัสบดีที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2553

ผู้นำอย่าง ศ.ดร.นพ.กระแส ชนะวงศ์(ปรัชญาชีวิตและลีลาการทำงาน)

ปรัชญาชีวิตและลีลาการทำงาน

" บุคลิกภาพของ ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์กระแส ชนะวงศ์ เป็นแบบเรียบง่าย ประนีประนอม ไม่ก้าวร้าว มีความอ่อนน้อมถ่อมตน และจะกล่าวชื่นชมผู้ร่วมงานในระหว่างประชุมหรือการพบปะเจรจาในทางส่วนตัวอยู่เสมอ เป็นผู้ที่หาโอกาสศึกษาคน พยายามเข้าใจเหตุผล อารมณ์ความรู้สึกของคน และมีความจริงใจกับเพื่อนร่วมงาน

-เป็นผู้พยายามศึกษาวิเคราะห์และประเมินพฤติกรรมส่วนตัว

-เป็นคนใจเย็น ยอมรับความแตกต่างของมนุษย์

-เป็นสุภาพบุรุษ มองศัตรูคือมิตรที่ยังไม่มีเวลาจับเข่าคุยกัน

-ตั้งทฤษฎีการต่อรองแบบ "การฑูตอังกฤษ" กล่าวคือ การตั้งความคาดหวังไว้ต่ำในการเริ่มเจรจา เมื่อพบคู่เจรจาที่มีความเป็นสุภาพบุรุษ ผลการเจรจาโดยวิธีการของนายแพทย์กระแสจึงมักจะสูงเกินความคาดหวัง "การบริหารงานของศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์กระแส ชนะวงศ์ เป็นแบบมนุษย์นิยม

มุ่งเน้นเรื่องของประโยชน์-นิยม โดยเฉพาะประโยชน์นิยมต่อส่วนรวม หรือต่อส่วนใหญ่ เน้นประชาชนผู้ด้อยโอกาสตามแหล่งชุมชน หรือ แหล่งเสื่อมโทรมที่มีคุณภาพชีวิตตกต่ำในด้านเศรษฐกิจ"

นพ. กระแส ชนะวงศ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี มีเบื้องหลังที่ทำให้ประสบความสำเร็จคือ

1) ได้รับแนวคิดพัฒนาจากนักพัฒนาชาวอเมริกาเชื้อสายจีน

2) ได้รับอิทธิพลการพัฒนาแบบญี่ปุ่น

3) เน้นการมีส่วนร่วมของชาวบ้าน

4) เน้นเรื่องภาวะผู้นำ

5) ให้ความสามารถต่อสตรีในการพัฒนา

6. หลักการแนวคิดในการบริหารการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารราชการและเอกชนมืออาชีพ

(ข้อที่ 1 ) บุคคลในดวงใจ ดร.บี.อาร์. อัมเพทการ์ (Dr. B.R. Ambedkar)

                                                                                       (ข้อที่ 1)


                                                       ดร.บี.อาร์. อัมเพทการ์ (Dr. B.R. Ambedkar)

                                                                        ดร.วรรณะจัณฑาล



 
                                                                          ดร.อัม เพทการ์


              ดร.อัมเพทการ์เป็นใคร ทำไมถึงมีอิทธิพลเหนือจิตใจชาวอินเดียพุทธเหล่านี้อย่างมหาศาล ฉันได้เริ่มค้นหาเรื่องราวการกลับมาของ ศาสนาพุทธ ในอินเดีย หลังจากที่เสื่อมสูญไปกว่า 700 ปี โดยเฉพาะเรื่องราวของดร.อัมเพทการ์ผู้ทำพิธีปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะพร้อมชาว อินเดียหลายแสนคนเมื่อปี พ.ศ. 2499
             ดร.บี.อาร์. อัมเพทการ์ (Dr. B.R. Ambedkar) เกิดในครอบครัววรรณะจัณฑาลที่พยายามสนับสนุนให้ลูกได้เรียนหนังสือ แม้ว่าเขาจะมีโอกาสได้เข้าโรงเรียน แต่การที่มาจากสกุลจัณฑาลซึ่งสังคมอินเดียในยุคนั้นถือว่าเป็นชนชั้นต่ำที่ สุด เป็นที่รังเกียจ และถูกกีดกันจากสังคมในโรงเรียน เขาถูกแยกให้นั่งเรียนกับพื้น ต่างจากนักเรียนคนอื่น ไม่มีเพื่อน และถูกห้ามดื่มน้ำจากก๊อกน้ำสาธารณะในโรงเรียน

เขา ถูกแยกให้นั่งเรียนกับพื้น

     โชคดีที่เขาได้ รับความเมตตาจากครูวรรณะพราหมณ์คนหนึ่งให้เปลี่ยนนามสกุลมาเป็น “อัมเพทการ์” ตามนามสกุลของครู ทำให้เขามีโอกาสในสังคมมากขึ้น จนกระทั่ง ดร.อัมเพทการ์ได้รับทุนเล่าเรียนจนจบปริญญาเอกทางกฎหมายจากสหรัฐอเมริกา

      ดร.อัมเพทการ์เป็นทั้งนักกฎหมาย นักการเมือง และนักต่อสู้เพื่อสิทธิจัณฑาล เมื่อเขาได้ดำรงตำแหน่งประธานร่างรัฐธรรมนูญของอินเดีย เขาจึงร่างกฎหมายให้คนทุกชนชั้นมีสิทธิพื้นฐานที่เท่าเทียมกัน รวมทั้งยกเลิกวรรณะจัณฑาล

       แม้สิทธิและความเสมอภาคของชนชั้นจะมีผลบังคับใช้ในทาง กฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติ คนในสังคมชั้นสูงส่วนใหญ่ยังไม่ยอมรับ

       เมื่อความพยายามของเขาในการต่อสู้เพื่อให้ชาวจัณฑาลมี สิทธิเข้าวัดฮินดูได้เช่นคนทั่วไปประสบความล้มเหลว ดร.อัมเพทการ์จึงประกาศไม่นับถือศาสนาฮินดูอีกต่อไป

       “ข้าพเจ้าปฏิเสธปรัชญาสังคม ฮินดู...อันก่อให้เกิดระบบวรรณะ ซึ่งเป็นระบบแบ่งคนอย่างไม่เสมอภาค ปรัชญาสังคมของข้าพเจ้าต้องประกอบไปด้วยหลักเสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ...ข้าพเจ้าได้รับคำสอนเหล่านี้มาจากครูของข้าพเจ้า คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า...” ส่วนหนึ่งในคำประกาศของเขา

         ในปี พ.ศ. 2499 มีชาวอินเดียวรรณะจัณฑาลกว่าสามแสนคนเข้าร่วมพิธีเปลี่ยนศาสนามาเป็นพุทธ ศาสนิกชนที่เมืองนาคปุระโดยการนำของ ดร.อัมเพทการ์นั่นเอง
        การปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะของ ดร.อัมเพทการ์ในครั้งนั้นเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ ศาสนาพุทธ ในอินเดียทีเดียว แม้ว่าจุดมุ่งหมายเริ่มแรกในการเปลี่ยนศาสนาของพวกเขาก็เพื่อต้องการพ้นจาก วรรณะจัณฑาลก็ตาม เพราะในเวลาต่อมาก็พบว่า ศาสนาพุทธ เริ่มขยายตัวไปสู่คนอินเดียในวรรณะอื่นมากขึ้น

        ชาวอินเดียที่หันมานับถือ ศาสนาพุทธ นี้ถูกเรียกว่า นีโอบุดดิสต์ (Neo-Buddhist) หรือชาวพุทธใหม่
และในวันนี้ฉันได้เห็นพวกเขาหลั่งไหลกันมาที่มณฑลพิธีที่ นาคปุระอย่างมืดฟ้ามัวดิน เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในครั้งนั้น

ประชาชน หลั่งไหลมาร่วมพิธี

          พิธีปฏิญาณตน เริ่มในเวลาเก้านาฬิกาตรง เป็นเวลาเดียวกันกับที่ ดร.อัมเพทการ์ปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะเมื่อปี พ.ศ. 2499

          ผู้ที่มาชุมนุมได้ร่วมกันกล่าวรับคำปฏิญญาในการเปลี่ยน ศาสนาของดร.อัมเพทการ์ 22 ข้อ แต่ละข้อล้วนมีใจความปฏิเสธการบูชาเทพเจ้า และยอมรับพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า
            คุณเอส.เค. ปาติล หนึ่งในชาวอินเดียกว่าสามแสนคนที่ร่วมปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะพร้อม ดร.อัมเพทการ์ ได้เล่าให้ฉันฟังถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในครั้งนั้นว่า

         “ทุก ๆ คนเต็มใจเปลี่ยนมานับถือ ศาสนาพุทธ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นนับถือลัทธิศาสนาต่าง ๆ เยอะมาก และเราไม่เคยคิดที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรเลย แต่หลังจากวันที่ ดร.อัมเพทการ์ปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ พวกเราก็กลับไปที่บ้าน นำเทวรูปที่เคยบูชาไปลงแม่น้ำ ตอนที่ผมยังเด็ก ๆ ก็เป็นคนเคร่งศาสนาบูชาเทวรูปทุกวัน แต่หลังจากที่หันมานับถือศาสนาพุทธเมื่อตอนอายุ 16 ทุก ๆ คนก็ไม่มีเทวรูปไว้ในบ้านอีกต่อไป เราเคยบูชาขอพรเทวรูป ทั้งเทพและเทวีซึ่งมีอยู่มากมาย ในอินเดียนี่มีเทพเจ้าอยู่นับพันนับหมื่นองค์ และเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามจำนวนประชากร จะเห็นว่ามีเทพองค์ใหม่ ๆ ปรากฏขึ้นอยู่เสมอ เราอยู่ภายใต้การครอบงำของพิธีกรรมดั้งเดิมมานาน จนทำให้ผมรู้สึกว่าเทพเจ้ามีอยู่จริง แต่นับจากวันที่เราหันมานับถือศาสนาพุทธ เรารู้สึกเป็นอิสระ เป็นอิสระจากอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของเทพเจ้าที่ไม่เคยช่วยอะไรเราเลย สิ่งแรกเลยที่ได้ คือเราไม่ต้องใส่ใจเรื่องระบบวรรณะ โดยเฉพาะการแต่งงาน เมื่อก่อนนี้เราถูกห้ามแต่งงานข้ามวรรณะ แต่หลังจากวันที่ได้เปลี่ยนมานับถือพุทธ ครอบครัวผมก็ได้จัดงานแต่งงานแรกเลย หลานสาวได้แต่งงานข้ามวรรณะกับคนรักของเขา...ทุกวันนี้เราไม่รู้สึกว่ามี อะไรแตกต่างจากคนอื่นอีกแล้ว เรารู้สึกเป็นอิสระ เรารู้สึกว่าเรายังมีพี่น้องอยู่ในอีกโลกหนึ่ง อีกสังคมหนึ่ง ซึ่งเป็นเมืองพุทธ”
          ครอบครัวของเขา อยู่ในวรรณะจัณฑาลเช่นกัน เขาได้เห็นดร.อัมเพทการ์และมิตรสหายมาประชุมหารือเรื่องการเปลี่ยนศาสนากัน ที่บ้านของเขา ตอนนั้น ปาติลเพิ่งจะอายุ 16 ปี พ่อของเขาได้พาลูกๆ ทุกคนตาม ดร.อัมเพทการ์ไปร่วมพิธีในครั้งนั้นด้วย วันนี้ปาติลอายุ 64 ปีแล้ว เขายังคงเป็นชาวพุทธที่เคร่งครัดในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างสม่ำเสมอ และยังเป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มให้มีการรื้อฟื้นพิธีปฏิญาณตนเป็นชาวพุทธขึ้น ใหม่ที่นาคปุระ เหมือนที่เคยทำกันในสมัย ดร.อัมเพทการ์
         ชาวพุทธในอินเดียส่วนใหญ่นั้นมาจากคนวรรณะศูทรและจัณฑาล ซึ่งเป็นวรรณะต่ำที่สุดในสังคมของฮินดู ด้วยความยากจน ถูกกีดกันทางสังคม ทำให้พวกเขาหาทางออกให้หลุดพ้นจากระบบวรรณะโดยการเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ
        นับตั้งแต่ ดร.อัมเพทการ์ได้ประกาศตนเป็นพุทธมามกะ จำนวนชาวพุทธในอินเดียก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากสามแสนคนในปี พ.ศ. 2499 นั้น ปัจจุบันมีชาวพุทธที่มาลงทะเบียนไว้กว่าสิบล้านคนทั่วประเทศ
        ถึงอย่างนั้นก็ยังมีชาวพุทธที่มาจากวรรณะจัณฑาลอีกจำนวน มากที่ไม่ได้ลงทะเบียนไว้เป็นหลักฐาน เพราะว่าในอดีตนั้น การยอมลงทะเบียนเป็นชาวพุทธทำให้พวกเขาต้องสละสิทธิ์รับความช่วยเหลือพิเศษ จากรัฐบาลที่มีให้แก่คนวรรณะจัณฑาล



ชาว อินเดียมาลงทะเบียนเป็นพุทธมามกะ



แม้กระทั่งทุก วันนี้ ใครก็ตามที่นับถือพุทธก็มักถูกกล่าวหาว่าเป็นจัณฑาลมาก่อน จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนอินเดียจำนวนมากไม่อยากแสดงตัวว่านับถือ ศาสนาพุทธ



เมื่อชาวพุทธไม่กล้าเปิดเผยตัวเช่นนี้ ทำให้การนับจำนวนชาวพุทธในอินเดียจึงทำได้ยากมาก แต่จากความพยายามสำรวจประชากรชาวพุทธของมหาโพธิสมาคมเมื่อปี พ.ศ. 2544 พบว่า มีชาวอินเดียที่นับถือ ศาสนาพุทธ ทั้งที่ลงทะเบียนและไม่ลงทะเบียนอยู่ราว 50 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 5 ของประชากรอินเดียทั้งประเทศ



แม้ชาวพุทธส่วนใหญ่เหล่านี้ยังไม่สามารถหลีกหนีจากสังคมใน ระบบวรรณะได้อย่างสิ้นเชิง แต่ในทางจิตใจแล้วพวกเขาถือว่าได้หลุดพ้น เป็นอิสระทางใจและทางความคิด










วันจันทร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2553

ไม่มีวันว่าสายสำหรับคนที่พร้อมจะก้าวเดินต่อไป

                                             ไม่มีวันว่าสายสำหรับคนที่พร้อมจะก้าวเดินต่อไป




                  
               ในบางครั้งที่เรากำลังท้อแท้  นั่นหมายถึงเรากำลังเผชิญกับเศษเสี้ยวปัญหาของชีวิต แต่คนส่วนใหญ่มักจะรู้สึกว่า นั่นคือ ปัญหาของทั้งชีวิต  หากเรารู้สึกว่าเราท้อ เราหมดหวัง  วิธีคิดที่ทำให้เรามีกำลังใจคือ การเปรียบเทียบตัวเรากับคนที่ด้วยกว่าเรา  จะทำให้เรามีกำลังใจมากขึ้น  เพราะว่า คนที่ได้รับโอกาสน้อยกว่าเราก็ยังมี แล้วเขาสามารถยืนหยัดอยู่บนโลกนี้ได้  สามารถพึ่งตนเองได้ นั่นเพราะเขามีวิธีคิดที่ดี จงพอใจในสิ่งที่เรามี  ยินดีในสิ่งที่เราได้  หากคิดเช่นนี้  กำลังใจของเราจะไม่มีวันหมด  ขอเป็นกำลังใจให้ นักศึกษาพยาบาลทุก ๆ คน ขอให้ทุกคนไปถึงฝั่งฝันของตนเอง ขอจังเชื่อมั่นในวิชาชีพและภูมิใจในสิ่งที่เราทำแล้ววันข้างหน้าจะดีเอง : จิราวรรณ

จรรยาบรรณวิชาชีพ

          
        การพยาบาลเป็นการปฏิบัติโดยตรงต่อบุคคล ครอบครัว ชุมชนและสังคม นับได้ว่าเป็นบริการในระดับสถาบันของสังคม ดังนั้นผู้ประกอบวิชาชีพพยาบาลจึงต้องเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบสูง เป็นผู้ที่ไว้วางใจได้ มีความรู้ความชำนาญในการปฏิบัติ มีจริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ เป็นแนวทางในการประพฤติและปฏิบัติ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของสังคมโดยส่วนรวม


1.จรรยาบรรณวิชาชีพ



จรรยาบรรณวิชาชีพสำหรับพยาบาลเป็นการประมวลหลักความประพฤติให้บุคคลในวิชาชีพยึดถือปฏิบัติ สมาคมพยาบาลแห่งสหรัฐอเมริกา (The America Nurses Associations A.N.A.) ได้กำหนดสาระสำคัญของจรรยาบรรณวิชาชีพพยาบาลไว้ดังนี้

1. พยาบาลพึงให้บริการพยาบาลด้วยความเคารพในศักดิ์ศรี และความแตกต่างระหว่างบุคคล โดยไม่จำกัด ในเรื่อง

สถานภาพทางสังคม เศรษฐกิจ คุณสมบัติเฉพาะกิจหรือสภาพปัญหาทางด้านสุขภาพอนามัยของผู้ป่วย

2. พยาบาลพึงเคารพสิทธิส่วนตัวของผู้ป่วยโดยรักษาข้อมูลเกี่ยวกับผู้ป่วยไว้เป็นความลับ

3. พยาบาลพึงให้การปกป้องคุ้มครองแก่ผู้ป่วย สังคม ในกรณีที่มีการให้บริการสุขภาพอนามัยและความปลอดภัย

ถูกกระทำการที่อาจเกิดจากความไม่รู้ ขาดศีลธรรม จริยธรรม หรือการกระทำที่ผิดกฎหมายจากบุคคลหนึ่งบุคคลใด

4. พยาบาลมีหน้าที่รับผิดชอบในการตัดสินใจและให้การพยาบาลแก่ผู้ป่วยแต่ละราย

5. พยาบาลพึงดำรงไว้ซึ่งสมรรถนะในการปฏิบัติการพยาบาล

6. พยาบาลพึงตัดสินใจด้วยความรอบคอบถี่ถ้วน ใช้ข้อมูลสมรรถนะและคุณสมบัติอื่นๆ เป็นหลักในการขอคำปรึกษาหารือ

ยอมรับในหน้าที่ความรับผิดชอบ รวมถึง การมอบหมายกิจกรรมการปฏิบัติการพยาบาลให้ผู้อื่นปฏิบัติ

7. พยาบาลพึงมีส่วนร่วมและสนับสนุนในกิจกรรมการพัฒนาความรู้เชิงวิชาชีพ

8. พยาบาลพึงมีส่วนร่วมและสนับสนุนในการพัฒนาวิชาชีพและส่งเสริมมาตรฐานการปฏิบัติการพยาบาล

9. พยาบาลพึงมีส่วนร่วมในการที่จะกำหนดและดำรงไว้ซึ่งสถานะภาพของการทำงานที่จะนำไปสู่การปฏิบัติการพยาบาลที่มีคุณภาพสูง

10. พยาบาลพึงมีส่วนร่วมในการปกป้อง คุ้มครอง สังคม จากการเสนอข้อมูลที่ผิด และดำรงไว้ซึ่งความสามัคคีในวิชาชีพ

11. พยาบาลพึงร่วมมือและเป็นเครือข่ายกับสมาชิกด้านสุขภาพอนามัยและบุคคลอื่นๆในสังคมเพื่อส่งเสริมชุมชนและสนองตอบ

ความต้องการด้านสุขภาพอนามัยของสังคมสำหรับสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทย ได้กำหนดจรรยาบรรณวิชาชีพของสมาคม

พ.ศ. 2528 มุ่งเน้นให้พยาบาลได้ประพฤติปฏิบัติหน้าที่ความรับผิดชอบ โดยกำหนดเป็นความรับผิดชอบต่อประชาชน

ความรับผิดชอบต่อประเทศชาติ ต่อผู้ร่วมวิชาชีพและต่อตนเองดังนี้

จรรยาบรรณวิชาชีพการพยาบาลต่อประชาชน

1. ประกอบวิชาชีพด้วยความมีสติ ตระหนักในคุณค่าและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

2. ปฏิบัติต่อประชาชนด้วยความเสมอภาคตามสิทธิมนุษยชน โดยไม่คำนึงถึง เชื้อชาติ ศาสนา และสถานภาพของบุคคล

3. ละเว้นการปฏิบัติที่มีอคติ และการใช้อำนาจหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน

4. พึงเก็บรักษาเรื่องส่วนตัวของผู้รับบริการไว้เป็นความลับ เว้นแต่ด้วยความยินยอมของผู้นั้นหรือเมื่อต้องปฏิบัติตามกฎหมาย

5. พึงปฏิบัติหน้าที่โดยใช้ความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่ในการวินิจฉัยและการแก้ไขปัญหาสุขภาพอนามัยอย่างเหมาะสมแก่

สภาพของบุคคล ครอบครัว และชุมชน

6. พึงป้องกันภยันตรายอันจะมีผลต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน

จรรยาบรรณวิชาชีพการพยาบาลต่อสังคมและประเทศชาติ

1. พึงประกอบกิจแห่งวิชาชีพให้สอดคล้องกับนโยบายอันยังประโยชน์แก่สาธารณชน

2. พึงรับผิดชอบร่วมกับประชาชนในการริเริ่ม สนับสนุนกิจกรรมที่ก่อให้เกิดสันติสุข และยกระดับคุณภาพชีวิต

3. พึงอนุรักษ์และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมประจำชาติ

4. พึงประกอบวิชาชีพโดยมุ่งส่งเสริมความมั่นคงของชาติ ศาสนา และสถาบันกษัตริย์

จรรยาบรรณวิชาชีพการพยาบาลต่อวิชาชีพ

1. พึงตระหนักและถือปฏิบัติในหน้าที่ความรับผิดชอบตามหลักการแห่งวิชาชีพการพยาบาล

2. พัฒนาความรู้และวิธีปฏิบัติให้ได้มาตรฐานแห่งวิชาชีพ

3. พึงศรัทธาสนับสนุนและให้ความร่วมมือในกิจกรรมแห่งวิชาชีพ

4. พึงสร้างและธำรงไว้ซึ่งสิทธิอันชอบธรรม ในการประกอบวิชาชีพการพยาบาล

5. พึงเผยแพร่ชื่อเสียงและคุณค่าแห่งวิชาชีพให้เป็นที่ปรากฏแก่สังคม







จรรยาบรรณวิชาชีพการพยาบาลต่อผู้ร่วมวิชาชีพและผู้ประกอบวิชาชีพอื่น

1. ให้เกียรติ เคารพในสิทธิและหน้าที่ของผู้ร่วมวิชาชีพและผู้อื่น

2. เห็นคุณค่าและยกย่องผู้มีความรู้ ความสามารถในศาสตร์สาขาต่างๆ

3. พึงรักษาไว้ซึ่งความสัมพันธ์อันดี กับผู้ร่วมงานทั้งภายในและภายนอกวิชาชีพ

4. ยอมรับความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ และชักนำให้ประพฤติปฏิบัติในทางที่ถูกที่ควร

5. พึงอำนวยความสะดวกและให้ความร่วมมือแก่ผู้ร่วมงานในการปฏิบัติภารกิจอันชอบธรรม

6. ละเว้นการส่งเสริมหรือปกป้องผู้ประพฤติผิด เพื่อผลประโยชน์แห่งตนหรือผู้กระทำการนั้นๆ

จรรยาบรรณวิชาชีพการพยาบาลต่อตนเอง

1. ประพฤติตนและประกอบกิจแห่งวิชาชีพ โดยถูกต้องตามกฎหมาย

2. ยึดมั่นในคุณธรรมและจริยธรรมแห่งวิชาชีพ

3. ประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดี ทั้งในด้านการประกอบกิจแห่งวิชาชีพและส่วนตัว

4. ใฝ่รู้พัฒนาแนวคิดให้กว้าง และยอมรับการเปลี่ยนแปลง

5. ประกอบกิจแห่งวิชาชีพด้วยความเต็มใจ และเต็มกำลังความสามารถ

6. ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมีสติ รอบรู้ เชื่อมั่นและมีวิจารณญาณอันรอบคอบ

2. ข้อมูลจากการวิจัยที่เกี่ยวกับคุณภาพบริการพยาบาลและพฤติกรรมที่พึงประสงค์ตามความคาดหวังของผู้ใช้บริการ

จากการพัฒนารูปแบบของกรอบแนวคิดของคุณภาพบริการและระเบียบวิธีการวัดการรับรู้คุณภาพบริการของผู้รับบริการของ Parasura man , Zeithaml และ Berry (1985 อ้างในพัชรี ทองแผ่.2500) พบว่า ในการรับบริการผู้รับบริการใช้เกณฑ์ 5 ประการ ในการกำหนดคุณภาพบริการ คือ

1. ความเป็นรูปพรรณของบริการ (Tangibles)

2. ความไว้วางใจได้ (Reliability)

3. การตอบสนองต่อผู้รับบริการทันที (Responsiveness)

4. ความน่าเชื่อถือ (Assurance)

5. การเข้าใจและรู้จักผู้รับบริการ (Emphathy) และจากการศึกษาวิจัยในประเทศไทยเกี่ยวกับการรับรู้และควาดคาดหวังของผู้ใช้

บริการพยาบาลผู้ป่วยหรือผู้ใช้บริการที่เข้ามารับบริการพยาบาลส่วนมากไม่มีความเชิงวิชาชีพดังนั้นเมื่อเข้ามารับบริการจึงมุ่งหวัง

เพียงความถูกต้องและความถูกใจของบริการที่จะได้รับซึ่งคุณภาพของงานบริการที่ผู้ป่วย/ผู้ใช้บริการคาดหวังจะได้จากบริการ

พยาบาล คือ

1. การได้รับบริการที่ดี ผู้ใช้บริการมีความรู้

2. การได้รับบริการที่ถูกต้อง เหมาะสม และรวดเร็ว

3. การบริการที่มีความปลอดภัย ได้มาตรฐาน

4. การได้รับการดูแลที่เอื้ออาทร เอาใจใส่ มีอัธยาศัย

5. ความเชื่อมั่นและไว้วางใจได้รวมถึงความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการ

6. การสื่อสารที่เข้าใจ

นอกจากนี้จากการศึกษายังพบว่าปัจจัยที่ส่งผลให้ผู้ใช้บริการมีความคาดหวังแตกต่างกันประกอบด้วย

1. ความคาดหวังที่เกิดจากการบอกเล่าปากต่อปาก

2. ความคาดหวังที่เกิดจากความต้องการส่วนตัวของผู้รับบริการ ซึ่งเป็นความต้องการของแต่ละบุคคลและมีความแตกต่างกันตามภูมิหลังของบุคคลนั้น เช่น เพศ อายุ รายได้ อาชีพ ระดับการศึกษา

3. ความคาดหวังที่เกิดจากประสบการณ์ในอดีต

4. ความคาดหวังที่เกิดจากการโฆษณาประชาสัมพันธ์ของผู้ให้บริการ

จากการศึกษาวิเคราะห์ของทีมแกนนำทั้ง 4 ภาคพบว่าภาพลักษณ์ของผู้ประกอบวิชาชีพ ประกอบด้วย

1. บุคลิกภาพดี

2. กริยาท่าทาง สุภาพ อ่อนโยน กระตือรือร้น

3. มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี

4. มีความเชื่อมั่นในตนเอง กล้าแสดงออก

5. มีความรู้

6. เสียสละ

7. มีคุณภาพ และจริยธรรมประจำใจ

8. กล้าตัดสินใจแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้

9. รักษาสิทธิผู้ใช้บริการ





การสร้างทีมงานอัจฉริยะ (Hi-Trust Hi-Performance Team)

การปลดปล่อยพลังแห่งอัจฉริยภาพที่ซ่อนเร้นในตัวของทีมงานและประสานก่อให้เกิดเป็นความรู้ความสามารถที่สร้างสรรค์ Innovation เพื่อพิชิตความท้าทายที่ใคร ๆ ก็คิดว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เป็น Intellecutal Competencies ของการสร้างความได้เปรียบของการแข่งขันขององค์กรที่ต้องบริหารการเปลี่ยนแปลงในโลกของ Hi-Tech Hi-Touch


กระแสของการเปลี่ยนแปลงในยุค Internet ทำให้รูปแบบของการบริหารทีมงานในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จากรูปแบบของโครงสร้างที่มีรูปแบบแน่นอนและเด่นชัดไปเป็นการสร้างทีมงานที่ต้องมีความสามารถในการประกอบทีม แยกสลายตัวและสามารถไปฟอร์มรูปแบบใหม่ในการทำงานที่มีที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับกระแสที่ผกผันอยู่ตลอดเวลา


กรอบความคิดใหม่ของการสร้างทีมงานเป็นสิ่งที่ผู้บริหารของหลายองค์กรกำลังแสวงหาคำตอบเพื่อที่จะขับพลังแห่งอัจฉริยภาพที่ซ่อนเร้นที่อยู่ภายในให้กลายเป็น Intellectual competencies เพื่อการสร้างความได้เปรียบขององค์กรในยุค Hi-Tech Hi-Touch



อัจฉริยภาพที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในทีม

ในการสร้าง Hi-Trust Hi-Performance Team จำเป็นที่จะต้องเข้าใจพื้นฐานของพลังที่อยู่ในทีมเสียก่อนว่าความถนัดพื้นฐานเชิงอัจฉริยภาพนั้นอยู่ในมิติไหน เพราะการประกอบภาพเป็นทีมนั้นมิใช่แค่มีกลุ่มคนมาอยู่ด้วยกัน

แต่ต้องสามารถที่จะต้องผนึกกำลังเปรียบเสมือนเหลี่ยมของเพชรเมล็ดงามที่ถูกจัดมุมให้เกิดการกระจายแสงให้เจิดจรัสที่สุด


จากศึกษาของวิจัยร่วมกันระหว่างผู้เขียนกับ Dr. Ned Hermann เจ้าของ Whole brain technology ซึ่งทำการวิเคราะห์ความถนัดเชิงอัจฉริยภาพมามากกว่า 3 ล้านคนทั่วโลก พบว่าความถนัดถ้าแบ่งตามพื้นฐานของการทำงานของสมองนั้นแบ่งได้เป็น 4 ส่วนคือ ความสามารถในการเป็นนักจินตนาการ, นักคิด, นักจัดการและนักประสาน ซึ่งการสร้างความถนัดให้กลายเป็นพลังแห่งอัจฉริยภาพนั้นเป็นการสั่งสมความถนัดไว้ในสมองของเรา

ถ้าท่านผู้อ่านสนใจแนวทางการสร้างกลยุทธ์ในการขับพลังแห่งอัจฉริยภาพ สามารถศึกษารายละเอียดจากผู้ที่ประสบความสำเร็จในตัวอย่างของหนังสือ “พลังแห่งอัจฉริยภาพ” ซึ่งหาได้จาก People Magazine หรือตามร้านหนังสือทั่วไป


ถ้าทุกคนในทีมงานรู้จักความถนัดและจุดด้อยของตัวเอง การประสานพลังจากทุกคนในทีมสามารถทำได้โดยง่ายถ้านำเอากระบวนการที่ถูกต้องมารวมพลังเพื่อให้เกิดทีมงานที่เต็มเปี่ยมไปด้วยอัจฉริยภาพ

ถ้าสังเกตดูองค์กรชั้นนำในวงการ Hi-tech Hi-touch อย่าง Microsoft นั้น บิลล์ เกตส์ ผู้ก่อตั้งและเป็นประธานกรรมการบริหารตลอดจนเป็นบุคคลที่ถือว่าร่ำรวยที่สุดในโลกในปัจจุบันนี้ใช้เวลาในการสร้างเนื้อสร้างตัว 20 ปี จากบริษัท Software เล็ก ๆ มาจนเป็นบริษัทที่มีค่ามากกว่า 400 ล้านเหรียญสหรัฐในปัจจุบันนี้ในขณะที่มีพนักงานทั่วโลกเพียง 20,000 คนเท่านั้น
ผู้เขียนเองได้มีโอกาสเป็นที่ปรึกษาทางด้านการพัฒนาบุคคลากรของไมโครซอพท์และได้ตระหนักถึงแนวทางที่ คุณอาภรณ์ ศรีพิพัฒน์ ผู้ก่อตั้งไมโครซอพท์ที่เมืองไทยใช้หลักการในการเลือกสรรคนแบบเดียวกับที่บิลล์เลือก


นั่นก็คือ เลือกคนที่มี Passion หรือเป็นคนที่มีไฟและมีความสนุกรักที่จะสร้างสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมาจากความคิดและฝีมือของเขาเอง ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญมาก

เราจะสังเกตได้จากตัวเขาเองที่เป็นผู้นำองค์กรซึ่งมีคนเคยถามว่า "รวยขนาดนี้แล้วทำไมถึงยังทำงานอยู่" บิลล์กลับให้ข้อคิดที่สำคัญก็คือ “สิ่งที่ผมทำก็คือตัวผม เป็นสิ่งที่ผมรักและนี้ก็คือชีวิตผม”

ถ้าเรามี Passion กับงานที่ทำก็จะเป็นก้าวแรกและก้าวสำคัญในการปลดปล่อยพลังแห่งอัจฉริยภาพให้เกิดขึ้น เพราะพลังขับเคลื่อนตัวสำคัญนี้จะสร้างความมุ่งมั่นในการปลุกพลังที่ซ่อนเร้นในตัวด้วยคำมั่นสัญญาและความกล้าที่จะเดินทางไปในทิศที่แม้คนอื่นยังไม่เคยเดินหรือสร้างสิ่งใหม่ ๆ ที่คนอื่นไม่เคยทำมาก่อนด้วยความสนุก



กระบวนการในการสร้าง Hi-Trust Hi-Performance Team

การดึงเอาพลังแห่งอัจฉริยภาพที่ซ่อนเร้นอยู่ออกมาเป็นศักยภาพในการสร้างความสำเร็จเป็นพื้นฐานสำคัญในกระบวนการสร้างทีมงาน เพราะเมื่อทุกคนเข้าใจจุดเด่นและจุดด้อยแล้วจำเป็นที่จะต้องเริ่มต้นกระบวนการ

ด้วยขั้นตอนที่สำคัญ 4 ประการดังคำว่า “T-E-A-M” นั่นก็คือ


1. Trust นั่นก็คือ มีความเชื่อมั่นและเคารพความสามารถของคนในทีมตลอดจนมีพื้นฐานในการวางแนวทางเพื่อสร้างความสำเร็จที่เกื้อกูลกัน

2. Envision นั่นก็คือ การสร้างพลังแห่งเป้าประสงค์ร่วมกันโดยเปลี่ยน Passion ส่วนบุคคลด้วยการร่วมพลังและสร้างวิสัยทัศน์สู่ความสำเร็จของทีมร่วมกัน (Envision) ตลอดจนสร้างทำนองและจังหวะที่สร้างการปลุกใจให้เกิดพลังจากทุกคนในทีม

3. Add on นั่นคือ การต่อยอดความสามารถจากความคิดของผู้ร่วมทีม ยิ่งถ้าทีมมีความหลากหลายและแตกต่างก็จะทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และแนวนวัตกรรมใหม่ๆในการสร้างแนวทางสู่เป้าหมายที่วางไว้

4. Maturity นั่นคือ การสร้างวุฒิภาวะในการประสานพลังของทีมให้เกิดการเจริญเติบโตและเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา

ถ้าเปรียบกระบวนการในการสร้างทีมงาน (T-E-A-M Process) ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังและคุณภาพก็เสมือนการสร้างวงดนตรีที่ต้องประสานอัจฉริยภาพของผู้เล่นในวงที่มีความถนัดในชิ้นดนตรีที่แตกต่างกัน

สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือมีการเชื่อมั่นและมีความมั่นใจในฝีมือ

พร้อมทั้งรู้จักความถนัดและสิ่งที่ไม่ชอบของทุกคนในวงดนตรี บางคนชอบอยู่เบื้องหลังการถ่ายทำอยากเล่นกลองอยู่ด้านหลัง ในขณะที่อีกคนมีความสามารถในการเป็นนักร้องและมีความสามารถในการเข้าถึงจิตใจคนดูและสร้างบรรยากาศของความสนุกร่วมกัน


แต่ที่สำคัญจะต้องมีโน็ตเพลงหรือวิสัยทัศน์ที่ร่วมกันตลอดจนต้องรู้จักจังหวะและลีลาของการเล่นของทีมงานในรูปแบบของการผสมผสานที่สามารถขับอัจฉริยภาพได้อย่างเต็มรูปแบบ



" แม้จะอยู่ในสภาวะของการแข่งขัน คู่แข่งจะผลักดันให้เรารู้จักบางสิ่งบางอย่างที่เป็นพลังซ่อนเร้นอยู่ในทีมงานแต่ไม่เคยนำออกมาใช้ "



คุณอาภรณ์ ศรีพิพัฒน์ ผู้ก่อตั้งไมโครซอพท์แห่งประเทศไทยได้เคยเปรียบเทียบให้ผู้เขียนฟังว่า “ดนตรีในหัวใจของคนไมโครซอพท์ก็คล้ายกับการเล่น ดนตรี Jazz ที่มีการ Jamming เพื่อสร้าง Innovation อยู่ตลอดเวลา

ถ้าทีมงานเข้ามาประชุมร่วมกันทุกความคิดในที่ประชุมนั้นสำคัญมาก ทุกคนต้องแสดงความคิดเห็นและต้องมีความสามารถในการ

กระบวนการที่สำคัญในการประสานจะเริ่มต้นไม่ได้หากทีมงานแต่ละคนมิได้เคารพในความต่างของทีมงานและไม่เชื่อมั่นในฝีมือ ตลอดจนไม่รู้ใจกันว่าสไตล์ในความถนัดนั้นคืออะไร ผู้นำทีมที่เก่งก็จะเปรียบเสมือนหัวหน้าวงที่ต้องคอยดูความสัมพันธ์ของความถนัด สไตล์ใจ และเอกลักษณ์ให้เกิดการประสานที่ละมุนละม่อม ตลอดจนยังคงไว้ซึ่งอัจฉริยภาพของแต่ละคน


นอกเหนือจากนั้นวุมิภาวะในการเข้าอกเข้าใจความรู้สึกพร้อมทั้งการสร้างความเรียนรู้เพื่อพัฒนาทีมงานสู่มิติใหม่ ๆ จำเป็นอย่างมากในยุคของการแข่งขันที่ไร้พรมแดน



วัฒนธรรมที่ Develop และ Retain ทีมงานอัจฉริยะ

สถาปัตยกรรมในการสร้างบรรยากาศเพื่อขับพลังของทีมทั้งยังหล่อหลอมให้ทีมงานมีใจและประสานความต่างให้ก่อเกิดเป็นผลรวมที่ Extra ordinary กว่าเดิมเป็นปัจจัยที่สำคัญในการ Develop และ Retain ทีมงาน

ผู้เขียนได้ข้อคิดที่ดีในการสร้างสถาปัตยกรรมจาก คุณจิรพรรณ อังศวานนท์ ผู้แต่งเพลง “รักคือคำ ๆ นี้” ในโฆษณา Nescafe และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งวงฟองน้ำกับ อาจารย์ บรูซว่า รูปแบบวงฟองน้ำคือ บรรยากาศของการผสมผสานดนตรี

ไทยกับเทศที่สามารถสร้างความมหัศจรรย์ของการผสมผสานอัจฉริยภาพของนักดนตรีไทยและเทศในเอกลักษณ์ของการผสมผสานใหม่ ซึ่งในบรรยากาศใหม่นั้นยังช่วยเสริมและสร้างหัวใจของนักดนตรีให้สะใจกับการเล่นด้วย


บางครั้ง Hi-Technology ก็เปรียบเสมือนดนตรีตะวันตก Hi-Touch ก็เปรียบเสมือนดนตรีไทยที่ถ้าวงไหนสามารถผสมผสานบรรยากาศความต่างได้อย่างกลมกลืนดั่งวงฟองน้ำก็จะสร้างความพร้อมในการประสานทีมงานเต็มไปด้วยแนวความคิดใหม่พร้อมใจที่เปิดให้แก่กัน

นอกเหนือจากนั้นทักษะของทีมงานไม่ว่าจะเป็นการมีการบริหารการสื่อสาร การบริหารเวลา การบริหารโครงการ และการเปลี่ยนแปลง ความมีวุฒิภาวะของความเป็นผู้นำและแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ ก็ล้วนแต่เป็นส่วนที่ประกอบให้ทีมสามารถสร้างความเป็นมืออาชีพได้โดดเด่นยิ่งขึ้น

สำหรับในกรณีของ ม.ล.ชัยวัฒน์ ชยางกูร ผู้เป็น Conductor หรือ กรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัท Compaq (Thailand) ได้คุยกับผู้เขียนไว้ในหนังสือ “พลังอัจฉริยภาพ” โดยปัจจุบันนี้องค์กรของ Compaq เกิดจากการรวมตัวของบริษัทยักษ์ใหญ่ 2 ค่ายนั่นก็คือ Compaq และ Digital

ในการ Conduct เอาศิลปิน 2 ค่ายคือ Compaq ซึ่งสไตล์การเล่นเป็นแบบของ Pop มารวมกับ Digital ซึ่งเล่นในสไตล์ Rock N Roll จะต้องสร้าง โครงสร้างของสถาปัตยกรรมของ Culture เพื่อที่จะสามารถดึงเอาความเด่นของนักดนตรีมาเล่นในวัฒนธรรม Compaq ยุคใหม่ที่เป็นแนวผสมของการเน้น Hi-Tech Lean Distribution ในโลกของ Compaq ซึ่งเป็นเครื่องขนาดเล็ก และ Hi-Touch Professional Services ในโลกของมืออาชีพจาก Digital


องค์กรที่ Hi-tech มักจะนำเอาความสามารถเหล่านี้ของทีมเก็บใส่ไว้ใน Skill Database เพื่อที่จะได้รู้ได้ด้วย Hi-touch ว่า Intellectual Competencies ขององค์กรนั้นอยู่ที่ไหน และเขาเหล่านั้นมีเวลาว่างที่สามารถจะมาร่วมทีมงานหรือไม่

ที่สำคัญก็คือเราได้ใช้เขาจน Burn-out หรือเปล่า เพราะคนที่เก่งมักจะถูกใช้งานหนักจนบางครั้งไม่มีเวลาพักผ่อนและแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ

สิ่งที่สำคัญอีกอย่างที่หลายทีมมักจะลืมในการสร้างสรรค์ให้หัวใจของทีมงานพองโตอย่างต่อเนื่องก็คือ การสนับสนุนให้เกิดโครงสร้าง ระบบงาน ตลอดจนผลตอบแทนที่เหมาะสม เพื่อขับพลังแฝงที่ซ่อนเร้นออกมาให้ได้อย่างเต็มกำลัง

มีหลายครั้งที่ผู้บริหารมักจะพูดแต่ปากว่าทำงานเป็นทีมแต่ให้รางวัลหรือยกย่องศิลปินเดี่ยว หรือ Hero

เพียงคนเดียว สิ่งสนับสนุนเหล่านี้เปรียบเสมือนความศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้นำทีมต้องทั้งคิด ทั้งสนับสนุนเพื่อที่จะทำให้ทีมงานขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างไม่ต้องเหลียวหลัง


ทีมงานที่เล่นเข้าขากันถึงขนาดที่เรียกว่า Hi-trust Hi-performance team มักจะบรรยายตัวเองถึงจุดมหัศจรรย์นี้ว่า เราเล่นด้วยความสนุกแม้จะอยู่ในสภาวะของการแข่งขัน คู่แข่งจะผลักดันให้เรารู้จักบางสิ่งบางอย่างที่เป็นพลังซ่อนเร้นอยู่ในทีมงานแต่ไม่เคยนำออกมาใช้

ทีมกีฬาหลายทีมโดยเฉพาะอย่างยิ่งทีมบาสเกตบอลที่ประสบความสำเร็จได้บรรยายเหตุการณ์นี้ว่าเสมือนการเล่นใน Mode ของ Slow motion ที่ทุกจังหวะข้างหน้าเราสามารถคาดการณ์ได้ว่าลูกจะไปอยู่ที่ไหน และทีมงานของเราควรส่งลูกไปในตำแหน่งเพื่อทำคะแนนได้อย่างสะใจ

ถ้าทีมงานสามารถเข้าขากันได้ถึงมิติตรงนี้ทีมงานจะทำงานด้วยความสนุกและจะไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพราะรู้จังหวะและใจของคนในทีมงาน

ในกระแสของนวัตกรรมและโลกาภิวัฒน์ เราคงจะหลีกเลี่ยงโลกการปรับสร้างองค์กรให้เข้าไปอยู่ในรูปแบบของ Hi-Tech และ Hi-Touch ไม่ได้

แต่สิ่งที่เราทำได้ก็คือการสร้างความพร้อมในการสร้าง ทีม Hi-trust และ Hi-Performance เพื่อสร้างพื้นฐานของความเป็นมืออาชีพให้กับคนไทยยุคใหม่ที่ต้องไปต่อสู้กับสังคมโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว



-------------------------------------------------------------------------------------------------------------
http://www.e-apic.com/article/Five.htm
อ้างอิง Copyright reserved by Kris Ruyaporn, Asia Pacific Innovation Center Co.,ltd.
Article : การสร้างทีมงานอัจฉริยะ